ประวัตินกยูง
เป็นนกขนาดใหญ่มาก ความยาววัดจากปลายปากถึงปลายหางประมาณ 102 - 245 เซนติเมตร ทั้งเพศผู้และเพศเมียมีหงอนเป็นพู่สีเหลืองชี้ตรงอยู่บนหัว ต่างจากนกยูงอินเดียซึ่งเป็นรูปพัด บนหัวและคอเป็นขนสั้น ๆ สีเขียวเหลือบน้ำเงิน หน้ามีสีฟ้า ดำ และเหลือง ขนคอ หน้าอกและหลังตรงกลาง ขนมีเหลือบน้ำเงินแก่ล้อมด้วยสีเขียวและสีทองแดง นกยูงตัวผู้มีแพนขนปิดหางยาวหลายเส้น ตรงปลายมีดอกดวง "แววมยุรา" ตรงกลางดวงมีสีน้ำเงินแกมดำอยู่ภายในพื้นวงกลมเหลือบเขียว ล้อมรอบด้วยรูปไข่สีทองแดง เมื่อนกยูงรำแพนจึงเป็นรูปพัดขนาดใหญ่มีสีสันสวยงามมาก นกยูงตัวเมียมีขนาดเล็กกว่าตัวผู้เล็กน้อย และมีเดือยสั้นกว่า ขนของตัวเมียมักมีสีน้ำตาลแดงแทรกอยู่เป็นคลื่น
ถิ่นอาศัย, อาหาร นกยูงมีการกระจายพันธุ์ในรัฐอัสสัม ประเทศอินเดีย ด้านตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเกาะชวา ในประเทศไทยพบในภาคเหนือและภาคตะวันตก นกยูงกินทั้งพืชและสัตว์ ได้แก่ เมล็ดหญ้า เมล็ดของไม้ต้น ธัญพืช ผลไม้สุก แมลง ตัวหนอน ไส้เดือน งู และสัตว์ขนาดเล็ก
พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ นกยูงอาศัยตามป่าทั่วไปในระดับความสูงไม่เกิน 1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล พบอยู่เป็นฝูงเล็กๆ หลังช่วงฤดูผสมพันธุ์มักพบตัวเมียอยู่กับลูกตามลำพัง มักออกหากินในช่วงเช้าและบ่าย ตามชายป่าและริมลำธาร ตอนกลางคืนมักจับคอนนอนตามกิ่งไม้ค่อนข้างสูง การเกี้ยวพาราสีกันของนกยูงเริ่มเมื่อนกยูงตัวเมียหากินเข้าไปดินแดนของนกตัวผู้ ตัวผู้จะร่วมเข้าไปหากินในฝูงด้วย และแสดงการรำแพนหาง กางปีกสองข้างออกพยุงลำตัว ชูคอขึ้นแล้วย่างก้าวเดินหมุนตัวไปรอบ ๆ ตัวเมีย การรำแพนหางจะใช้เวลาประมาณ 5 - 10 นาที หากตัวเมียพร้อมที่จะผสมพันธุ์จะย่อตัวลงให้ตัวผู้ขึ้นผสมพันธุ์ นกยูงทำรังบนพื้นดินตามที่โล่งหรือตามซุ้มกอพืช อาจมีหญ้า
ประวัตินกยูง
เป็นนกขนาดใหญ่มาก ความยาววัดจากปลายปากถึงปลายหางประมาณ 102 - 245 เซนติเมตร ทั้งเพศผู้และเพศเมียมีหงอนเป็นพู่สีเหลืองชี้ตรงอยู่บนหัว ต่างจากนกยูงอินเดียซึ่งเป็นรูปพัด บนหัวและคอเป็นขนสั้น ๆ สีเขียวเหลือบน้ำเงิน หน้ามีสีฟ้า ดำ และเหลือง ขนคอ หน้าอกและหลังตรงกลาง ขนมีเหลือบน้ำเงินแก่ล้อมด้วยสีเขียวและสีทองแดง นกยูงตัวผู้มีแพนขนปิดหางยาวหลายเส้น ตรงปลายมีดอกดวง "แววมยุรา" ตรงกลางดวงมีสีน้ำเงินแกมดำอยู่ภายในพื้นวงกลมเหลือบเขียว ล้อมรอบด้วยรูปไข่สีทองแดง เมื่อนกยูงรำแพนจึงเป็นรูปพัดขนาดใหญ่มีสีสันสวยงามมาก นกยูงตัวเมียมีขนาดเล็กกว่าตัวผู้เล็กน้อย และมีเดือยสั้นกว่า ขนของตัวเมียมักมีสีน้ำตาลแดงแทรกอยู่เป็นคลื่น
ถิ่นอาศัย, อาหาร นกยูงมีการกระจายพันธุ์ในรัฐอัสสัม ประเทศอินเดีย ด้านตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเกาะชวา ในประเทศไทยพบในภาคเหนือและภาคตะวันตก นกยูงกินทั้งพืชและสัตว์ ได้แก่ เมล็ดหญ้า เมล็ดของไม้ต้น ธัญพืช ผลไม้สุก แมลง ตัวหนอน ไส้เดือน งู และสัตว์ขนาดเล็ก
พฤติกรรม, การสืบพันธุ์ นกยูงอาศัยตามป่าทั่วไปในระดับความสูงไม่เกิน 1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล พบอยู่เป็นฝูงเล็กๆ หลังช่วงฤดูผสมพันธุ์มักพบตัวเมียอยู่กับลูกตามลำพัง มักออกหากินในช่วงเช้าและบ่าย ตามชายป่าและริมลำธาร ตอนกลางคืนมักจับคอนนอนตามกิ่งไม้ค่อนข้างสูง การเกี้ยวพาราสีกันของนกยูงเริ่มเมื่อนกยูงตัวเมียหากินเข้าไปดินแดนของนกตัวผู้ ตัวผู้จะร่วมเข้าไปหากินในฝูงด้วย และแสดงการรำแพนหาง กางปีกสองข้างออกพยุงลำตัว ชูคอขึ้นแล้วย่างก้าวเดินหมุนตัวไปรอบ ๆ ตัวเมีย การรำแพนหางจะใช้เวลาประมาณ 5 - 10 นาที หากตัวเมียพร้อมที่จะผสมพันธุ์จะย่อตัวลงให้ตัวผู้ขึ้นผสมพันธุ์ นกยูงทำรังบนพื้นดินตามที่โล่งหรือตามซุ้มกอพืช อาจมีหญ้า
วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2552
การบำบัดบหรี่ในชุมชน โดยชุมชน
การบำบัดบุหรี่ในชุมชนโดยชุมชน บทพิสูจน์ความสำเร็จของการมีส่วนร่วม
จากปัญหาโรคเรื้อรังต่างๆในประเทศไทยมีแนวโน้มในการเพิ่มขึ้น เช่นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคมะเร็ง และโรคถุงลมโป่งพอง ซึ่งจากพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสมเช่น การรับประทานอาหารไม่เหมาะสม ขาดการออกกำลังกาย รวมถึงการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนและเพิ่มความรุนแรงของโรค และในกลุ่มโรคเรื้อรังเหล่านี้ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลบ่อยครั้ง ส่งผลให้คุณภาพชีวิตลดลงเป็นภาระต่อผู้ดูแล และตัวผู้ป่วยเอง รัฐบาลต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลในผู้ป่วยโรคเรื้อรังเหล่านี้เป็นจำนวนมาก
องค์การอนามัยโลกได้เสนอกรอบโครงสร้างการปฏิบัติการป้องกันโรคไม่ติดต่อในปี ค.ศ.2002 ที่นครเซี่ยงไฮ้ประเทศจีน ซึ่งภาพรวมการป้องกันโรคไม่ติดต่อจะรวมถึงทุกกลุ่มประชากรตั้งแต่กลุ่มเสี่ยงถึงกลุ่มป่วย ในกลุ่มที่ป่วยเพื่อลดความรุนแรง ความพิการ การตายของโรคที่เกิดขึ้น และจากการศึกษาขององค์การอนามัยโลกพบว่าแม้จะมีองค์ความรู้แนวทาง และเทคนิควิชาการในปัจจุบันเพียงพอ แต่การป้องกันควบคุมโรคในประเทศกำลังพัฒนาที่มีเศรษฐกิจปานกลางหรือต่ำให้เกิดขึ้นและยั่งยืนนั้นยังมีอุปสรรคอยู่มากเช่น ขาดความชัดเจนของกลยุทธ์ที่เหมาะสม ระบบการดูแลที่แยกส่วน ขาดระบบการเฝ้าระวังที่ดี ขาดแนวทางปฏิบัติการรักษาที่เพียงพอ สำหรับในประเทศไทยยังอยู่ในช่วงของการศึกษาวิจัยหารูปแบบการควบคุมที่มีประสิทธิภาพแบบผสมผสาน
นายแพทย์สิทธิกร สองคำชุม นายแพทย์ 8 ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเกาะคา เปิดเผยว่าจากปัญหาโรคเรื้อรังอำเภอเกาะคาพบว่า มีผู้ป่วยที่ขึ้นทะเบียนโรคความดันโลหิตสูงจำนวน 6,028 คน ในจำนวนผู้ป่วยเหล่านี้ยังมีพฤติกรรมในการสูบบุหรี่ซึ่งมีผลทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน หรือผลรักษาไม่ดีขึ้น และอัตราการตายของผู้ป่วยอำเภอเกาะคาอันดับ 1 คือโรคหัวใจและหลอดเลือด ดังนั้นผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงจึงมีความจำเป็นต้องเลิกสูบบุหรี่เพื่อลดอาการแทรกซ้อนซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ ปัญหาที่พบในการบำบัดในคลินิกคือ การขาดแรงจูงใจ การขาดความตระหนักในการปฏิบัติตัวต่อโรค ขาดรูปแบบการบำบัดที่สามารถเลิกสูบได้อย่างถาวร ปัญหาการเดินทาง และการมารับการบำบัดอย่างต่อเนื่อง และการบำบัดรายบุคคลทำให้ไม่ครอบคลุมผู้ป่วยทั้งหมด ผลการบำบัดรายบุคคลในคลินิกบำบัดบุหรี่ในโรงพยาบาลมีผู้เข้ารับการบำบัดเลิกได้ภายใน 3 เดือน คิดเป็น 51.26% และมีการขาดนัด หรือขาดการติดตามจากเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่องทำให้มีการกลับไปสูบซ้ำ ดังนั้นคลินิกบำบัดบุหรี่โรงพยาบาลเกาะคา จึงได้คิดพัฒนารูปแบบการบำบัดบุหรี่แบบกลุ่มเพื่อใช้กระบวนการกลุ่มในการช่วยให้ผู้ป่วยมีความรู้ และทักษะในการปฏิบัติตัวเพื่อสามารถเลิกสูบได้อย่างถาวร รวมถึงทำให้มีการติดตามผู้ป่วยเป็นระยะโดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ หรือจากสมาชิกในกลุ่ม เพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจและให้เพื่อนมีส่วนช่วยเพื่อนในการกระตุ้นเตือนให้เลิกบุหรี่ให้ได้ โรงพยาบาลเกาะคาจึงพัฒนารูปแบบการบำบัดรักษาบุหรี่ในชุมชนขึ้น
นางดวงจิตต์ สุวรรณวงค์ พยาบาลวิชาชีพ 7 ผู้รับผิดชอบงาน กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของโครงการนี้ว่าเพื่อเป็นการพัฒนารูปแบบการบำบัดบุหรี่ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในชุมชน เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถลด ละ เลิก สูบบุหรี่ได้ และเพื่อลดความรุนแรง ลดความพิการของโรคที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยกลุ่มเป้าหมายเราได้นำร่องที่ ตำบลนาแก้ว ระยะเวลาดำเนินงานแบ่งออกเป็น ระยะคือ ระยะบำบัด จำนวนครั้งห่างกันสัปดาห์ โดยจะเน้นให้ทราบถึงโทษ พิษภัยของบุหรี่ การตรวจสมรรถภาพความจุของปอด การตรวจร่างกายระยะติดตาม ทุก 1 เดือนหลังบำบัดต่อเนื่องจนครบ 3 เดือน 6 เดือน และ 1 ปี สำหรับสถานที่ จะใช้ ศูนย์สุขภาพชุมชนสองแควใต้ ตำบลนาแก้ว อำเภอเกาะคา เพื่อสะดวกต่อการเดินทางของผู้ป่วย โดยโรงพยาบาลเกาะคาได้ประสานเจ้าหน้าที่สถานบริการสาธารณสุขตำบลนาแก้ว เตรียมประชุมทีมงานเพื่อทราบถึงขั้นตอนและกระบวนการทำงานและดำเนินการตามแผน
ผลการดำเนินโครงการพัฒนารูปแบบการบำบัดบุหรี่ในชุมชนนำร่องในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง อำเภอเกาะคา ปีงบประมาณ 2551พบว่ามีผู้เข้าร่วมโครงการทั้งหมด 21 รายคิดเป็นชาย 14 ราย หญิง 7 ราย มีภาวะการติดนิโคตินอยู่ระดับน้อยเป็นส่วนมากคิดเป็น 66.67 % ติดปานกลาง 14.29 % ติดมาก 9.52 % ไม่ติด 9.52 % และมีภาวะโรคความดันโลหิตสูง 76.19 % โรคความดันโลหิตสูงร่วมกับโรคถุงลมโป่งพอง 9.52 % โรคความดันโลหิตสูงร่วมกับโรคอื่น 14.29 % อายุอยู่ในช่วง 45 – 79 ปี อายุที่เริ่มสูบบุหรี่ประมาณ 10 -24 ปีขึ้นไป สาเหตุจากเพื่อใช้ควันของบุหรี่ในการไล่แมลงขณะประกอบอาชีพ เช่นทำสวน เลี้ยงวัวมากที่สุดคิดเป็น 52.38 % นอกจากนั้นจากการอยากลอง พฤติกรรมเลียนแบบ และเพื่อนชวนตามลำดับ ชนิดของบุหรี่มากที่สุดคือบุหรี่ ขี้โย 71.43 % น้อยสุดคือบุหรี่ภาษีไม่มีก้นกรองคิดเป็น 4.76 % ผู้เข้าร่วมโครงการส่วนมากเคยพยายามเลิกสูบบุหรี่เองมากที่สุด 1 – 3 ครั้ง คิดเป็น 52.38 %โดยวิธี หักดิบ และลดปริมาณลง สาเหตุที่ทำให้กลับสูบซ้ำคือมีภาวะเครียดหรือหงุดหงิดภายหลังไม่ได้สูบบุหรี่หรือเมื่อมีภาวะเครียดจากสาเหตุต่างๆคิดเป็น 42.86 % มีความอยากบุหรี่ 23.81 % จากการประกอบอาชีพเช่นการขับรถระยะยาวเพื่อแก้ง่วง หรือช่างฝีมือเพื่อให้คิดงานได้คล่องคิดเป็น 19.05 % อีก 14.28 % เนื่องจากเห็นคนอื่นสูบ ผู้เข้าร่วมโครงการทราบว่าบุหรี่เป็นสาเหตุหนึ่งของโรคความดันโลหิตสูง 52.38 % ไม่ทราบ 47.62 % มีความกลัวและวิตกกังวลต่อการหยุดสูบบุหรี่คิดเป็น 33.33 % และมีความตั้งใจที่จะเลิกหรือพยายามลดปริมาณอยู่ แต่ยังไม่สามารถทำได้ต่อเนื่องคิดเป็น 47.62 % และยังไม่คิดจะเลิก 9.52 % มีความมั่นใจในการเลิกสูบได้ภายหลังการบำบัดคิดเป็น 90.48 % จากการตรวจสมรรถภาพปอดโดยเครื่องตรวจสมรรถภาพปอด พบปอดมีความผิดปกติด้านสมรรถภาพจากการสูบบุหรี่ 5 ราย คิดเป็น 23.81 % ซึ่งได้รับการตรวจรักษาจากแพทย์ทุกราย และผลภายหลังการบำบัดบุหรี่แบบกลุ่มพบว่าเลิกสูบได้ต่อเนื่องภายใน 1 เดือน 17 ราย คิดเป็น 80.95 % สูบลดลง 19.05 %
การประเมินผลตามโครงการประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ ผู้ป่วยที่เข้ารับการบำบัดมาครบกำหนด 100 % (เป้าหมาย 100 %) ผู้ป่วยเลิกสูบบุหรี่ได้ภายหลังการบำบัด 1 เดือน 80.95 % (เป้าหมาย 60 %) ผู้ป่วยที่เข้ารับการบำบัดมีความพึงพอใจรูปแบบการบำบัด98% (เป้าหมาย มากกว่า 80%) และมีการติดตามต่อเนื่องภายหลังการบำบัด 2 และ 3 เดือนต่อไป จากการวิเคราะห์ถึงปัจจัยแห่งความสำเร็จของโครงการพบว่าเกิดจากการใช้กระบวนการกลุ่มและการมีส่วนร่วม การให้ผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง เรียนรู้ร่วมกัน การทำงานเชิงรุกเข้าถึงชุมชน และความต่อเนื่องในการติดตามดูแล ซึ่งโครงการนี้น่าจะเป็นนวัตกรรมที่จะให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ นำไปพัฒนา ขยายผลในชุมชน หมู่บ้านอื่นๆต่อไป ปรัชญ์ เจตตวัน
จากปัญหาโรคเรื้อรังต่างๆในประเทศไทยมีแนวโน้มในการเพิ่มขึ้น เช่นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคมะเร็ง และโรคถุงลมโป่งพอง ซึ่งจากพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสมเช่น การรับประทานอาหารไม่เหมาะสม ขาดการออกกำลังกาย รวมถึงการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนและเพิ่มความรุนแรงของโรค และในกลุ่มโรคเรื้อรังเหล่านี้ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลบ่อยครั้ง ส่งผลให้คุณภาพชีวิตลดลงเป็นภาระต่อผู้ดูแล และตัวผู้ป่วยเอง รัฐบาลต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลในผู้ป่วยโรคเรื้อรังเหล่านี้เป็นจำนวนมาก
องค์การอนามัยโลกได้เสนอกรอบโครงสร้างการปฏิบัติการป้องกันโรคไม่ติดต่อในปี ค.ศ.2002 ที่นครเซี่ยงไฮ้ประเทศจีน ซึ่งภาพรวมการป้องกันโรคไม่ติดต่อจะรวมถึงทุกกลุ่มประชากรตั้งแต่กลุ่มเสี่ยงถึงกลุ่มป่วย ในกลุ่มที่ป่วยเพื่อลดความรุนแรง ความพิการ การตายของโรคที่เกิดขึ้น และจากการศึกษาขององค์การอนามัยโลกพบว่าแม้จะมีองค์ความรู้แนวทาง และเทคนิควิชาการในปัจจุบันเพียงพอ แต่การป้องกันควบคุมโรคในประเทศกำลังพัฒนาที่มีเศรษฐกิจปานกลางหรือต่ำให้เกิดขึ้นและยั่งยืนนั้นยังมีอุปสรรคอยู่มากเช่น ขาดความชัดเจนของกลยุทธ์ที่เหมาะสม ระบบการดูแลที่แยกส่วน ขาดระบบการเฝ้าระวังที่ดี ขาดแนวทางปฏิบัติการรักษาที่เพียงพอ สำหรับในประเทศไทยยังอยู่ในช่วงของการศึกษาวิจัยหารูปแบบการควบคุมที่มีประสิทธิภาพแบบผสมผสาน
นายแพทย์สิทธิกร สองคำชุม นายแพทย์ 8 ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเกาะคา เปิดเผยว่าจากปัญหาโรคเรื้อรังอำเภอเกาะคาพบว่า มีผู้ป่วยที่ขึ้นทะเบียนโรคความดันโลหิตสูงจำนวน 6,028 คน ในจำนวนผู้ป่วยเหล่านี้ยังมีพฤติกรรมในการสูบบุหรี่ซึ่งมีผลทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน หรือผลรักษาไม่ดีขึ้น และอัตราการตายของผู้ป่วยอำเภอเกาะคาอันดับ 1 คือโรคหัวใจและหลอดเลือด ดังนั้นผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงจึงมีความจำเป็นต้องเลิกสูบบุหรี่เพื่อลดอาการแทรกซ้อนซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ ปัญหาที่พบในการบำบัดในคลินิกคือ การขาดแรงจูงใจ การขาดความตระหนักในการปฏิบัติตัวต่อโรค ขาดรูปแบบการบำบัดที่สามารถเลิกสูบได้อย่างถาวร ปัญหาการเดินทาง และการมารับการบำบัดอย่างต่อเนื่อง และการบำบัดรายบุคคลทำให้ไม่ครอบคลุมผู้ป่วยทั้งหมด ผลการบำบัดรายบุคคลในคลินิกบำบัดบุหรี่ในโรงพยาบาลมีผู้เข้ารับการบำบัดเลิกได้ภายใน 3 เดือน คิดเป็น 51.26% และมีการขาดนัด หรือขาดการติดตามจากเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่องทำให้มีการกลับไปสูบซ้ำ ดังนั้นคลินิกบำบัดบุหรี่โรงพยาบาลเกาะคา จึงได้คิดพัฒนารูปแบบการบำบัดบุหรี่แบบกลุ่มเพื่อใช้กระบวนการกลุ่มในการช่วยให้ผู้ป่วยมีความรู้ และทักษะในการปฏิบัติตัวเพื่อสามารถเลิกสูบได้อย่างถาวร รวมถึงทำให้มีการติดตามผู้ป่วยเป็นระยะโดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ หรือจากสมาชิกในกลุ่ม เพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจและให้เพื่อนมีส่วนช่วยเพื่อนในการกระตุ้นเตือนให้เลิกบุหรี่ให้ได้ โรงพยาบาลเกาะคาจึงพัฒนารูปแบบการบำบัดรักษาบุหรี่ในชุมชนขึ้น
นางดวงจิตต์ สุวรรณวงค์ พยาบาลวิชาชีพ 7 ผู้รับผิดชอบงาน กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของโครงการนี้ว่าเพื่อเป็นการพัฒนารูปแบบการบำบัดบุหรี่ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในชุมชน เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถลด ละ เลิก สูบบุหรี่ได้ และเพื่อลดความรุนแรง ลดความพิการของโรคที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยกลุ่มเป้าหมายเราได้นำร่องที่ ตำบลนาแก้ว ระยะเวลาดำเนินงานแบ่งออกเป็น ระยะคือ ระยะบำบัด จำนวนครั้งห่างกันสัปดาห์ โดยจะเน้นให้ทราบถึงโทษ พิษภัยของบุหรี่ การตรวจสมรรถภาพความจุของปอด การตรวจร่างกายระยะติดตาม ทุก 1 เดือนหลังบำบัดต่อเนื่องจนครบ 3 เดือน 6 เดือน และ 1 ปี สำหรับสถานที่ จะใช้ ศูนย์สุขภาพชุมชนสองแควใต้ ตำบลนาแก้ว อำเภอเกาะคา เพื่อสะดวกต่อการเดินทางของผู้ป่วย โดยโรงพยาบาลเกาะคาได้ประสานเจ้าหน้าที่สถานบริการสาธารณสุขตำบลนาแก้ว เตรียมประชุมทีมงานเพื่อทราบถึงขั้นตอนและกระบวนการทำงานและดำเนินการตามแผน
ผลการดำเนินโครงการพัฒนารูปแบบการบำบัดบุหรี่ในชุมชนนำร่องในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง อำเภอเกาะคา ปีงบประมาณ 2551พบว่ามีผู้เข้าร่วมโครงการทั้งหมด 21 รายคิดเป็นชาย 14 ราย หญิง 7 ราย มีภาวะการติดนิโคตินอยู่ระดับน้อยเป็นส่วนมากคิดเป็น 66.67 % ติดปานกลาง 14.29 % ติดมาก 9.52 % ไม่ติด 9.52 % และมีภาวะโรคความดันโลหิตสูง 76.19 % โรคความดันโลหิตสูงร่วมกับโรคถุงลมโป่งพอง 9.52 % โรคความดันโลหิตสูงร่วมกับโรคอื่น 14.29 % อายุอยู่ในช่วง 45 – 79 ปี อายุที่เริ่มสูบบุหรี่ประมาณ 10 -24 ปีขึ้นไป สาเหตุจากเพื่อใช้ควันของบุหรี่ในการไล่แมลงขณะประกอบอาชีพ เช่นทำสวน เลี้ยงวัวมากที่สุดคิดเป็น 52.38 % นอกจากนั้นจากการอยากลอง พฤติกรรมเลียนแบบ และเพื่อนชวนตามลำดับ ชนิดของบุหรี่มากที่สุดคือบุหรี่ ขี้โย 71.43 % น้อยสุดคือบุหรี่ภาษีไม่มีก้นกรองคิดเป็น 4.76 % ผู้เข้าร่วมโครงการส่วนมากเคยพยายามเลิกสูบบุหรี่เองมากที่สุด 1 – 3 ครั้ง คิดเป็น 52.38 %โดยวิธี หักดิบ และลดปริมาณลง สาเหตุที่ทำให้กลับสูบซ้ำคือมีภาวะเครียดหรือหงุดหงิดภายหลังไม่ได้สูบบุหรี่หรือเมื่อมีภาวะเครียดจากสาเหตุต่างๆคิดเป็น 42.86 % มีความอยากบุหรี่ 23.81 % จากการประกอบอาชีพเช่นการขับรถระยะยาวเพื่อแก้ง่วง หรือช่างฝีมือเพื่อให้คิดงานได้คล่องคิดเป็น 19.05 % อีก 14.28 % เนื่องจากเห็นคนอื่นสูบ ผู้เข้าร่วมโครงการทราบว่าบุหรี่เป็นสาเหตุหนึ่งของโรคความดันโลหิตสูง 52.38 % ไม่ทราบ 47.62 % มีความกลัวและวิตกกังวลต่อการหยุดสูบบุหรี่คิดเป็น 33.33 % และมีความตั้งใจที่จะเลิกหรือพยายามลดปริมาณอยู่ แต่ยังไม่สามารถทำได้ต่อเนื่องคิดเป็น 47.62 % และยังไม่คิดจะเลิก 9.52 % มีความมั่นใจในการเลิกสูบได้ภายหลังการบำบัดคิดเป็น 90.48 % จากการตรวจสมรรถภาพปอดโดยเครื่องตรวจสมรรถภาพปอด พบปอดมีความผิดปกติด้านสมรรถภาพจากการสูบบุหรี่ 5 ราย คิดเป็น 23.81 % ซึ่งได้รับการตรวจรักษาจากแพทย์ทุกราย และผลภายหลังการบำบัดบุหรี่แบบกลุ่มพบว่าเลิกสูบได้ต่อเนื่องภายใน 1 เดือน 17 ราย คิดเป็น 80.95 % สูบลดลง 19.05 %
การประเมินผลตามโครงการประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ ผู้ป่วยที่เข้ารับการบำบัดมาครบกำหนด 100 % (เป้าหมาย 100 %) ผู้ป่วยเลิกสูบบุหรี่ได้ภายหลังการบำบัด 1 เดือน 80.95 % (เป้าหมาย 60 %) ผู้ป่วยที่เข้ารับการบำบัดมีความพึงพอใจรูปแบบการบำบัด98% (เป้าหมาย มากกว่า 80%) และมีการติดตามต่อเนื่องภายหลังการบำบัด 2 และ 3 เดือนต่อไป จากการวิเคราะห์ถึงปัจจัยแห่งความสำเร็จของโครงการพบว่าเกิดจากการใช้กระบวนการกลุ่มและการมีส่วนร่วม การให้ผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง เรียนรู้ร่วมกัน การทำงานเชิงรุกเข้าถึงชุมชน และความต่อเนื่องในการติดตามดูแล ซึ่งโครงการนี้น่าจะเป็นนวัตกรรมที่จะให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ นำไปพัฒนา ขยายผลในชุมชน หมู่บ้านอื่นๆต่อไป ปรัชญ์ เจตตวัน
บทนำ
เครื่องแกงเป็นส่วนประกอบหลักในการปรุงอาหารซึ่งขาดไม่ได้เลยสำหรับชาวปักษ์ใต้ ในอดีตทุกครัวเรือนจะใช้วิธีการตำเครื่องแกง แต่ในสภาวะปัจจุบันต้องมีภาระในการทำงานนอกบ้าน เพื่อหารายได้ให้กับครอบครัวจึงส่งผลให้ไม่มีเวลาในการจัดเตรียมเครื่องปรุง เครื่องแกงสำเร็จรูปจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่เพิ่มความสะดวกสบายและประหยัดเวลาให้แก่แม่บ้านในการปรุงอาหารกลุ่มแม่บ้านวังทองหมู่ที่4ตำบลบ้านลำนาว อำเภอบางขัน จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ทำเครื่องแกงขึ้นมาและเป็นที่นิยมของคนในชุมชนและนอกชุมชนแต่การผลิตในปัจจุบัน ยังประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ ต้องมีการนำเข้าจากภายนอกชุมชนในราคาสูง คุณภาพของวัตถุดิบไม่สามารถควบคุมได้เพราะส่วนใหญ่ได้จากธรรมชาติ ทำให้ทางกลุ่มประสบปัญหาด้านราคาและสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดจนถึงปัจจุบัน
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
1.เพื่อศึกษากระบวนการผลิตและตลาดเครื่องแกงคั่วกลิ้ง
2.เพื่อศึกษาการบริหารจัดการกลุ่มเครื่องแกงคั่วกลิ้ง
3.เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาเครื่องแกงคั่วกลิ้ง
ขอบเขตการวิจัย
1.พื้นที่ได้แก่ ที่ทำการเครื่องแกงหมู่ที่4 ตำบลบ้านลำนาวอำเภอบางขัน จังหวัดนครศรีฯ
2.ประชากร กลุ่มแม่บ้านที่ทำเครื่องแกง
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1.ได้แนวทางการพัฒนาเครื่องแกง
2.ชุมชนได้เรียนรู้ศักยภาพและตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรในชุมชนให้เกิดประโยชน์
3.ค้นพบข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการผลิตเครื่องแกง
แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
1.แนวคิดการเรียนรู้
2.แนวคิดการตลาด
3.แนวคิดวิสาหกิจชุมชน
4.แนวคิดการบริหารและการจัดการ
5.แนวคิดโภชนาการ
6.กรอบแนวคิดระเบียบวิธีวิจัยประชากรและผู้ให้ข้อมูลหลัก สมาชิกและกรรมการกลุ่มฯ
วิธีการที่ใช้ในการศึกษา
1.ผู้วิจัยทำความตกลง วางแผนจัดสนทนากลุ่มกรรมการ
2.ผู้วิจัยกับกลุ่มเครื่องแกงคั่วบันวังทอง ทำความเข้าใจและนัดหมายกลุ่มเพื่อขอสัมภาษณ์สมาชิกกลุ่ม และจัดเวทีเสวนา
3.ผู้วิจัยเก็บข้อมูลจากการสนทนาย่อยและแบบส้มภาษณ์กับประชากรกลุ่มตัวอย่างการสรุปผลยังสรุปผลไม่ได้เพราะผู้วิจัยยังรวบรวมสรุปผลข้อมูลไม่เสร็จสมบูรณ์ นำเสนอเท่าที่มีก็แล้วกันด้านการผลิต สมาชิกและกรรมการกลุ่มฯมีความรู้ความเข้าใจก่อนการทำเครื่องแกงคั่วกลิ้งการตลาด ทางกลุ่มมี่การประสัมพันธ์ จัดทำส่งตามร้านค้าในชุมชนและนอกชุมชน รับผลิตตามใบสั่งด้านการบริหารจัดการ ทางกลุ่มมีการแบ่งหนาที่มีการประชุมปันผลทุกๆ6เดือนแนวทางการพัฒนากลุ่ม ควรมีกรประชุมพบปะให้มากขึ้น มีกฎกติกาที่แน่ชัด มีการจัดทำรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่สะดุดตา สะอาด ปลอดภัยและทันสมัย
เครื่องแกงเป็นส่วนประกอบหลักในการปรุงอาหารซึ่งขาดไม่ได้เลยสำหรับชาวปักษ์ใต้ ในอดีตทุกครัวเรือนจะใช้วิธีการตำเครื่องแกง แต่ในสภาวะปัจจุบันต้องมีภาระในการทำงานนอกบ้าน เพื่อหารายได้ให้กับครอบครัวจึงส่งผลให้ไม่มีเวลาในการจัดเตรียมเครื่องปรุง เครื่องแกงสำเร็จรูปจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่เพิ่มความสะดวกสบายและประหยัดเวลาให้แก่แม่บ้านในการปรุงอาหารกลุ่มแม่บ้านวังทองหมู่ที่4ตำบลบ้านลำนาว อำเภอบางขัน จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ทำเครื่องแกงขึ้นมาและเป็นที่นิยมของคนในชุมชนและนอกชุมชนแต่การผลิตในปัจจุบัน ยังประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ ต้องมีการนำเข้าจากภายนอกชุมชนในราคาสูง คุณภาพของวัตถุดิบไม่สามารถควบคุมได้เพราะส่วนใหญ่ได้จากธรรมชาติ ทำให้ทางกลุ่มประสบปัญหาด้านราคาและสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดจนถึงปัจจุบัน
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
1.เพื่อศึกษากระบวนการผลิตและตลาดเครื่องแกงคั่วกลิ้ง
2.เพื่อศึกษาการบริหารจัดการกลุ่มเครื่องแกงคั่วกลิ้ง
3.เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาเครื่องแกงคั่วกลิ้ง
ขอบเขตการวิจัย
1.พื้นที่ได้แก่ ที่ทำการเครื่องแกงหมู่ที่4 ตำบลบ้านลำนาวอำเภอบางขัน จังหวัดนครศรีฯ
2.ประชากร กลุ่มแม่บ้านที่ทำเครื่องแกง
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1.ได้แนวทางการพัฒนาเครื่องแกง
2.ชุมชนได้เรียนรู้ศักยภาพและตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรในชุมชนให้เกิดประโยชน์
3.ค้นพบข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการผลิตเครื่องแกง
แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
1.แนวคิดการเรียนรู้
2.แนวคิดการตลาด
3.แนวคิดวิสาหกิจชุมชน
4.แนวคิดการบริหารและการจัดการ
5.แนวคิดโภชนาการ
6.กรอบแนวคิดระเบียบวิธีวิจัยประชากรและผู้ให้ข้อมูลหลัก สมาชิกและกรรมการกลุ่มฯ
วิธีการที่ใช้ในการศึกษา
1.ผู้วิจัยทำความตกลง วางแผนจัดสนทนากลุ่มกรรมการ
2.ผู้วิจัยกับกลุ่มเครื่องแกงคั่วบันวังทอง ทำความเข้าใจและนัดหมายกลุ่มเพื่อขอสัมภาษณ์สมาชิกกลุ่ม และจัดเวทีเสวนา
3.ผู้วิจัยเก็บข้อมูลจากการสนทนาย่อยและแบบส้มภาษณ์กับประชากรกลุ่มตัวอย่างการสรุปผลยังสรุปผลไม่ได้เพราะผู้วิจัยยังรวบรวมสรุปผลข้อมูลไม่เสร็จสมบูรณ์ นำเสนอเท่าที่มีก็แล้วกันด้านการผลิต สมาชิกและกรรมการกลุ่มฯมีความรู้ความเข้าใจก่อนการทำเครื่องแกงคั่วกลิ้งการตลาด ทางกลุ่มมี่การประสัมพันธ์ จัดทำส่งตามร้านค้าในชุมชนและนอกชุมชน รับผลิตตามใบสั่งด้านการบริหารจัดการ ทางกลุ่มมีการแบ่งหนาที่มีการประชุมปันผลทุกๆ6เดือนแนวทางการพัฒนากลุ่ม ควรมีกรประชุมพบปะให้มากขึ้น มีกฎกติกาที่แน่ชัด มีการจัดทำรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่สะดุดตา สะอาด ปลอดภัยและทันสมัย
วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2552
ฉลาดใช้ แว่นกันแดด ต่อจากบทก่อน
แว่นกันแดด มีทั้งชนิด กันแดดแต่ไม่กันรังสีอัลตราไวโอเลต และชนิดที่กันรังสีอัลตรา... และกันแดดได้ จึงต้องเลือกอย่างไร จึงมักเลือกแบบที่ตนว่าสวยเหมาะรับกับใบหน้า และเลือกตามคำแนะนำของผู้ขายเท่านั้น
แว่นตาสีทึบ สีเข้ม ไม่แน่ว่าจะป้องกันรังสีอัลตรา.. ได้มากกว่าแว่นที่ทึบน้อยกว่าขึ้นอยู่กับวัสดุที่ใช้ทำแว่นว่าดูดซับรังสีได้แค่ไหน
โปรดอ่านป้าย หรือเอกสารที่มากับแว่นตา จะต้องระบุไว้อย่างชัดเจนว่า 99.9 % uv หรือ 100 % uv
หรือ uv 400 protection ถ้าไม่ระบุเช่นนั้นก็อย่าพึ่งเชื่อคำโฆษณา
แว่นตาสีทึบ สีเข้ม ไม่แน่ว่าจะป้องกันรังสีอัลตรา.. ได้มากกว่าแว่นที่ทึบน้อยกว่าขึ้นอยู่กับวัสดุที่ใช้ทำแว่นว่าดูดซับรังสีได้แค่ไหน
โปรดอ่านป้าย หรือเอกสารที่มากับแว่นตา จะต้องระบุไว้อย่างชัดเจนว่า 99.9 % uv หรือ 100 % uv
หรือ uv 400 protection ถ้าไม่ระบุเช่นนั้นก็อย่าพึ่งเชื่อคำโฆษณา
วันพุธที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2552
ฉลาดใช้ แว่นกันแดด
ความมุ่งหมายของบทความนี้เพื่อสร้าง การรู้จริง ว่าแสงแดดมีอันตรายต่อดวงตา การเลือกใช้เลือกซื้อ
แว่นกันแดด โดยให้ข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน รอบด้าน ทั้งนี้ผู้เขียนมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องในทางใด กับผู้ผลิตหรือจำหน่าย
ฉลาดรู้
แสงแดด นอกจากมีแสงส่วนที่ตาเรามองไม่เห็นเป็นแสงสว่าง ทำให้รู้ทันที่ว่าแดดจัดหรือฟ้าครื้มหรือใกล้ค่ำ
ยังมีคลื่นความร้อนที่ตามองไม่เห็นแต่รู้จึกใบหน้าร้อนผ่าวยามเราเดินกางร่มตอนเที่ยงวัน และรังสี เหนือม่วงหรืออัลตราไวโอเลต ซึ่งตามองไม่เห็น ไม่รู้สึกร้อน แต่รังสีนี้ทำให้ส่วนประกอบอันละเอียดอ่อนของลูกตาเสื่อมลง ทีละน้อย ทำให้เกิด ต้อเนื้อ ต้อลม ต้อกระจก อันตรายที่เกิดกับดวงตาขึ้นกับระยะเวลาที่ตาได้รับรังสี อัลตราไวโอเลต ความแรงของรังสี และความแตกต่างระหว่างบุคคล บางคนโดนรังสีไม่นาน ไม่มาก แต่ตาเสื่อมมากกว่าผู้ได้รับรังสีนานกว่า
(โปรดอ่านต่อบทความหน้า)
แว่นกันแดด โดยให้ข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน รอบด้าน ทั้งนี้ผู้เขียนมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องในทางใด กับผู้ผลิตหรือจำหน่าย
ฉลาดรู้
แสงแดด นอกจากมีแสงส่วนที่ตาเรามองไม่เห็นเป็นแสงสว่าง ทำให้รู้ทันที่ว่าแดดจัดหรือฟ้าครื้มหรือใกล้ค่ำ
ยังมีคลื่นความร้อนที่ตามองไม่เห็นแต่รู้จึกใบหน้าร้อนผ่าวยามเราเดินกางร่มตอนเที่ยงวัน และรังสี เหนือม่วงหรืออัลตราไวโอเลต ซึ่งตามองไม่เห็น ไม่รู้สึกร้อน แต่รังสีนี้ทำให้ส่วนประกอบอันละเอียดอ่อนของลูกตาเสื่อมลง ทีละน้อย ทำให้เกิด ต้อเนื้อ ต้อลม ต้อกระจก อันตรายที่เกิดกับดวงตาขึ้นกับระยะเวลาที่ตาได้รับรังสี อัลตราไวโอเลต ความแรงของรังสี และความแตกต่างระหว่างบุคคล บางคนโดนรังสีไม่นาน ไม่มาก แต่ตาเสื่อมมากกว่าผู้ได้รับรังสีนานกว่า
(โปรดอ่านต่อบทความหน้า)
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)